Creative Recruiting Techniques ที่เหล่า HR กำลังจับตามองในปี 2020

October 15, 2019

ในปีที่ผ่านมามีการคาดการณ์ถึงเหตุการณ์ทางธุรกิจที่น่าสนใจมากมายที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต อาทิเช่น

  • มีการคาดการณ์ว่าตลาด AI Chatbot ทั่วโลกจะมีมูลค่าแตะ 37,500 ล้านบาท ภายในปี 2025
  • จะมีอาชีพใหม่เกิดขึ้นกว่า 27% ภายในปี 2022
  • การหาคนทำงานยุคใหม่ทั่วโลก เริ่มมีการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้ เพื่อหาบุคลากรที่ใช่และลดต้นทุนองค์กร

ความเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วในหลากหลายอุตสาหกรรมนี้ ทำให้หลายอาชีพถูก Disrupt จนตกงาน แต่ขณะเดียวกัน ก็เกิดอาชีพและตำแหน่งงานใหม่ๆ ขึ้นมาเพื่อรองรับความต้องการในตลาด อาทิเช่น วิศวกรด้าน AI-machine learning / วิศวกร Cybersecurity / หรือ Developer ด้าน Internet of Things เป็นต้น

คนเก่าถูกทดแทนด้วยคนใหม่ๆ หรือ คนเก่าพัฒนาตัวเองจนนำไปสู่บทบาทใหม่ๆ ยังไม่รวมถึงวัฒนธรรมคนรุ่นใหม่ที่มีทัศนคติไม่ยึดติด หรือจงรักภักดีต่อองค์กร มักเปลี่ยนงานบ่อย ไม่ว่าจะเพื่อเพิ่มเงินเดือนหรือ พัฒนาตัวเองเพื่อแสวงหาความท้าทายใหม่ๆ ทั้งหมดนี้ก่อให้เกิดการย้ายแรงงานแบบ ข้ามสายงานในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

เมื่อมีการเปลี่ยนงานย้ายงานเยอะ การเปิดรับสมัครงานเพื่อสรรหาคนเก่งเข้าร่วมองค์กรย่อมสูงขึ้นตาม และนั่นคือความท้าทายครั้งใหญ่ของ HR เพราะการหาคนทำงานในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ยังเป็นแบบดั้งเดิมที่เต็มไปด้วยขั้นตอนซับซ้อน เอกสารมากมาย จุกจิกกฎเกณฑ์เยอะ ใช้เวลานาน และค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน

การรับสมัครงานของ HR องค์กรยุคใหม่แบบ Agile ที่เน้นการทำงานที่รวดเร็วมีประสิทธิภาพ จึงเริ่มมองหาเทคโนโลยีต่างๆ มาเพื่อแก้ปัญหาจากวิธีการรับพนักงานแบบเดิมๆ และลดค่าใช้จ่ายในการสรรหาบุคลากรมากขึ้น..และนี่คือ 3 เทคนิคในการสรรหาคนที่กำลังมาแรงที่สุดในยุคนี้!!

1. ประกาศงานให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย (Targeting job ads)

หมดยุคการหางานแบบ ‘หว่าน’ ให้คนเห็นเยอะๆ ไว้ก่อนอีกต่อไป ณ วันนี้ทุกโพสท์ทุกช่องทางที่ HR ใช้หาบุคลากร ล้วนถูกปรับแต่งเพื่อให้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบของเว็บไซต์ หรือ social media ช่องทางต่างๆ การทำการตลาด Re-targeting ไปยังกลุ่มเป้าหมายที่น่าจะใช่ที่สุด ออกแบบข้อความที่ใช้สื่อสารให้อ่านแล้วใช่อ่านแล้วโดน (ไม่ต่างจากการยิงโฆษณาบน Facebook) กลายเป็นมาตรฐานใหม่สำหรับหลายองค์กร

2. ใช้แบบทดสอบเพื่อประเมินผู้สมัคร (Candidate Assessment and Testing Software)

เพราะ “เรซูเม่ ไม่สามารถบอกคุณได้(ทั้งหมด)” และตำแหน่งงานใหม่ๆ เกิดขึ้นมหาศาล แบบประเมินผู้สมัครจึงเกิดขึ้นเพื่อทดสอบทัศนคติและเรื่องที่เป็นนามธรรมของผู้สมัคร อาทิเช่น

  • Personality Test: แบบทดสอบบุคลิกภาพ
  • Aptitude Test: แบบทดสอบความถนัด
  • Competency Test: แบบทดสอบความสามารถ
  • Intelligence Quotient: แบบทดสอบทางปัญญา

  • แบบทดสอบเหล่านี้ช่วยผู้จ้างงานให้เข้าใจผู้สมัครงานในหลากหลายมิติได้อย่างละเอียดขึ้นก่อนทำการจ้างงาน และเป็นการพิสูจน์ไปในตัวว่าสิ่งที่เขียนในเรซูเม่เป็นความจริง จากผลการทดสอบของ Criteria Pre-Employment Testing ระบุว่า กว่า 78% ของสิ่งที่เขียนในเรซูเม่ ไม่ตรงกับความเป็นจริง

    อีกทั้งยังลดความอคติ (Bias), ระบุช่องทางต่อยอดทักษะผู้สมัครคนนั้นๆ (Skills Gap) หรือ ดูว่าผู้สมัครคนนั้นมีความเข้ากันได้ดีกับวัฒนธรรมองค์กรหรือไม่ (Cultural Compatibility) นอกจากนี้ มีการนำ “AI Chatbot” มาช่วยประเมินศักยภาพของผู้สมัครงาน ซึ่งช่วยลดทรัพยากรบุคคลและต้นทุนเวลา AI Chatbot เหล่านี้ถูกพัฒนาให้มีความเข้าใจในมนุษย์และใช้ภาษาอย่างธรรมชาติไม่ต่างจากเวลาเราคุยกับคนจริงๆ ซึ่งสร้างประสบการณ์การสมัครงานที่ดีแก่ผู้สมัครงานได้

    3. ระบบติดตามผู้สมัครงาน (Applicant Tracking System) หรือ ATS

    ระบบติดตามผู้สมัครงานถูกออกแบบมาเพื่อลดภาระงานของฝ่าย HR ซึ่งช่วยประหยัดเวลา ทำให้ HR ไม่ต้องไล่อ่านประวัติผู้สมัครแบบรายคนเหมือนอดีตอีกต่อไปเพราะ HR สามารถจัดการข้อมูลผู้สมัครในแต่ละขั้นได้สะดวกมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุนองค์กรจากการลดงานเอกสาร ขั้นตอนที่ซับซ้อน และค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น นำไปสู่ค่าใช้จ่ายในการสรรหาพนักงานที่น้อยลง

    ทั้งนี้ เทคโนโลยีและเครื่องมือต่างๆ ข้างต้น จะเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกให้เหล่า HR ทำงานได้ง่ายขึ้น จึงมีเวลาและมีเครื่องมือที่เพียบพร้อมในการเฟ้นหาผู้สมัครคุณภาพที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร และตอบโจทย์ธุรกิจให้ประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น​​